image


จากข้อมูลของกรมอุตสาหกรรม ประเทศไทยมีขยะอุตสาหกรรมเฉลี่ยอยู่ประมาณ 17 ล้านตันต่อปี จากโรงงานที่จดทะเบียนในระบบของประเทศไทยทั้งหมด 72000 โรงงาน ซึ่งทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมได้วางโครงสร้างการกำจัดและบำบัดของเสียจากโรงงานเพื่อควบคุมกำกับและดูแล หรือ Waste Regulations

ขยะอุตสาหกรรม แบ่งได้หลักๆ 2 ประเภท ได้แก่ 1. สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว 2.ของเสียอันตราย
ซึ่งภาพรวมๆของขยะอุตสาหกรรม นั้นได้มีเส้นทางเป็นภาพที่มองเป็นวงจรใหญ่ๆที่ชัดเจน โดยขยะประเภทของเสียอันตรายนั้น จะต้องถูกนำไปบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็นวิธีใดก็ตาม เช่น การขออนุญาตนำของเสียออกเพื่อการบำบัดหรือกำจัด
, การขออนุญาตเพื่อกำจัดของเสียภายในโรงงาน หรือการขออนุญาตกักเก็บของเสียไว้ในโรงงานเกิน 90 วัน ล้วนมีกรอบที่ชัดเจนครอบไว้อยู่

โรงงานจำนวนหนึ่งของประเทศไทย ได้มีการติดตั้งระบบบำบัดภายในโรงงานเพื่อเปลี่ยนตัวของขยะอันตรายเหล่านี้ที่ไม่สามารถที่จะนำออกจากโรงงานได้ เปลี่ยนเป็นวัตถุหรือสสารที่สามารถทำหลับมาใช้ใหม่ หรือมีคุณสมบัติที่ดีจนสามารถปล่อยออกสู่สาธารณะได้ อย่างเช่นตัวของน้ำเสียที่มีปริมาณ
BOD และ COD สูง ถูกนำมาบำบัดจะค่าใกล้เคียงกับน้ำในสภาพแวดล้อมด้านนอก และนำมาใช้เป็นน้ำภายในตัวโรงงานเพื่อประโยนช์ของการใช้งานภายในก็ยังได้


ในส่วนของสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ปัจจุบันนั้นได้มีทางออกอยู่หลายเส้นทางตามความเหมาะสม โดยขยะเหล่านี้มีต้นกำเนิดได้หลายจุดประสงค์ ยกตัวอย่างเช่น 1. วัสดุที่เป็นเศษส่วนเกินในกระบวนการผลิต อย่างโฟม
,ผ้า, ฟองน้ำ, โลหะ ต่างๆ 2. วัสดุต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ทางสินค้านั้นได้มีมูลค่าทางทรัพย์สินทางปัญญา หรือ ความลับขององกร จึงต้องนำไปกำจัดอย่างมีจุดประสงค์

ขยะอุตสาหกรรมจากโรงงานผลิตยางรถยนต์ก็อาจนำไปสกัดเพื่อนำเอา
Carbon black ที่มีมูลค่าสูงเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตต่อไป หรือ วัสดุจำพวกแก้วหรือพลาสติกมูลค่าสูงจำนวนไม่น้อย ก็จะถูกนำมาแปรรูปให้กลายเป็นวัสดุตั้งต้นเพื่อที่จะถูกนำเป็นวัตถุดิบในการผลิตต่อไป

image


ทางออกหนึ่งที่เป็นที่นิยมของขยะอุตสาหกรรมที่เผาไหม้ได้
(Combustible waste) หรือ วัสดุที่ให้ค่าความร้อนสูง (High calorific value material)คือ การนำไปผลิตไฟฟ้าจากขยะอุตสาหกรรม ถึงแม้ขยะเหล่านี้จะจะเป็นกระบวนการสุดท้ายที่สามารถตอบรับขยะประเภทนี้ได้ โดยอาจจะไม่มีวัสดุมูลค่าสูงเหลืออยู่แล้ว แต่ก็มีองค์กรที่มีหน้าที่รับกำจัดขยะจำนวนมากต้องการที่จะมาดูแลและจัดการขยะเหล่านี้ ทำให้ขยะประเภทนี้มีมูลค่าของมันอยู่ในตัว นอกจากจะสามารถขายขยะที่ถูกแปรรูปให้เป็นเชื้อเพลิงในราคาที่ดีแล้ว ก็มีค่ากำจัดขยะจากผู้ผลิตต้นทางอีกด้วย





กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ ภายใต้กระทรวงพลังงานได้เล็งเห็นศักยภาพของขยะที่สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิง โดยคิดที่จำนวน20% ของปริมาณขยะอุตสาหกรรมทั้งหมดเริ่มต้นจากปี 2564 มีจำนวนมากถึง 4,063,480.33 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับ 400 MW และจะเพิ่มขึ้นตามเลขคาดการณ์ถึง 5,951,938.18ตันต่อปี (เลขคาดการในปี 2565)

Krittaphat S.

 

 

 

 

Reference: การจัดการขยะอุตสาหกรรมในปัจจุบัน 14 กันยายน 2565, กรมโรงงานอุตสาหกรรม